15
การศึกษากับการพัฒนากีฬาไทย
Filed Under (ครูยะ, ฅนน้ำขาวออนไลน์, บทความ) by www.bayore.com on 15-07-2009

เดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปีตั้งแต่สมัยเราเรียน(๒๕๐๗) ช่วงนี้ คือฤดูกาลแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน โรงเรียนเกือบทุกๆแห่ง ทั่วประเทศมีเหมือนกันหมด อาจจะเป็นช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมก็เป็นได้… แต่ละปีเราว่า น่าจะได้ช้างเผือกที่อยู่ตามหุบเขา แม่น้ำป่ารกชัฏ ในเกาะ ในทะเล มากมายก่ายกองมาเป็นทายาทนักกีฬา-กรีฑาสืบต่อกันรุ่นต่อรุ่นในทุกประเภท ของกีฬา-กรีฑา แต่ที่เห็นๆ เวลานักกีฬาไทยลงแข่งขันระดับภูมิภาค หรือระดับโลกทีไร เรามักลงแข่งขันสูสีกันได้แต่เฉพาะ พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และวันนี้ ก็เห็นแววว่าเวียดนามน่าจะแซงเราไปได้อีกหนึ่งประเทศ… เหตุผลเพราะการจัดการศึกษาเรื่องกีฬาในระบบของเรา มีปัญหาใหญ่เป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่…..
ผู้ดูแลระบบการศึกษาของเรา ตั้งแต่ระดับโรงเรียนถึงระดับชาติ มองการศึกษาเพียงแค่งานในบทบาทหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น มองไม่เห็นศักยภาพในองค์รวมของคนๆหนึ่ง ขาดการดิ้นรนประสาน งานทุกงานจึงก้าวก่ายซ้ำซ้อน เป็นฝักเป็นฝ่าย ดังนั้น การจัดการแข่งขั้นกีฬา-กรีฑาในวันนี้และทุกๆครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กจนกระทั่งกลายมาเป็นครูแก่… เราว่ากิจกรรมแข่งขันกีฬา-กรีฑาถูกจัดขึ้น เพื่อสนองเจตนาผู้จัดมากกว่าเกิดจากความต้องการของผู้เรียนที่แท้จริง…
วันนี้เรายังเชื่ออยู่เต็มร้อยว่า นักกีฬา-นักกรีฑา ที่ลงมาวิ่งเล่นอยู่กลางสนาม แล้วมีคุณครูที่สมมติตัวเองว่า เป็นผู้ฝึกสอน คอยกำกับอยู่ขอบสนามนั้น พอเกิดปัญหาด้านการตัดสินชี้ขาดขึ้นมาทีไร ครูผู้ฝึกสอนนั่นแหล่ะที่ถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดแบบว่าไม่มีมิตร มีแต่ศัตรู… ส่วนนักกีฬาไปเดินกอดคอผลัดกันดูดน้ำแข็งบอก แท่งเดียวกัน สบายใจเฉิบ! เพราะได้เพื่อนใหม่…
หากเราลองสืบสาวกันจริงๆ นักกีฬาเหล่านั้นไม่ได้มีพื้นฐานด้านร่างกายหรือความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับกีฬาที่ตนเองลงเล่นเลย… ทักษะของนักกีฬาน่าจะมาจากกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นตอนจนครูมองเห็นผลของการพัฒนาแล้วเท่านั้น……
มุมมองใหม่เรามองว่า “เลิกเถอะครับ” กีฬาโรงเรียน กีฬาเครือข่ายในทุกระดับ สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเวลา …วันนี้อยากจะเสนอ ให้ครูและผู้บริหารในทุกระดับหยุดตั้งสติ “มองนักเรียนแบบใส่หัวใจ เห็นถึงความหลากหลาย แต่ละคนมีความแตกต่าง ทุกคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่ในตัว” หยุดปั้นพวกเขาเหมือนกับที่เราปั้นวัว ปั้นควาย เหมือนในสมัยเด็กๆ พอเขาปฎิเสธไม่ยอมเป็นวัวเป็นควายตามที่เราอยากปั้น เรากลับไปว่าเขา “โง่เหมือนควาย”…
แนวคิดเดิมๆ ในช่องทางเดิมๆ แต่เปลี่ยนมุมมองใหม่ คือ โรงเรียนมีชั่วโมงพละ/สุขศึกษา มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกันจัดกระบวนเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและจริงจังเสียที ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จนครบถ้วนกระบวนวิชา ตามหลักสูตรตลอดปีการศึกษา… ใครพอไปวัดไปวาได้ในเรื่องอะไรก็ลองเอามาเปิดเวทีให้ได้แสดงฝีมือกัน… ระดับโรงเรียน ค่อยไปประสานกับ อบต.ของบประมาณสนับสนุน
วันนี้ อบต.เกือบทุก อบต. เขามีโครงการกีฬากันหมดแล้ว ระดับโรงเรียนหรือเครือข่ายไม่น่าจะมาจัดแข่งขันกีฬากันเองแบบว่า “จบแล้วก็จบเลย ไม่พัฒนาต่อยอด”… นักเรียนคนใดมีแววอัจฉริยะด้านกีฬา โรงเรียนกับ อบต. ต้องร่วมกันพัฒนาต่อยอดต่อไปในฐานะเป็นคนของท้องถิ่น…. เป็นการเปิดเส้นทางให้เดินอย่างเต็มความสามารถ… ส่วนผู้ที่ไม่มีความสามารถด้านกีฬา โรงเรียนก็ต้องสร้างแผนการเรียนรู้ที่รองรับพวกเขาแบบการมีส่วนร่วม หรือที่เรียกว่า “บูรณาการ” (ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนไปใช้คำอื่นแล้วหรือยัง)….ระดับเขตพื้นที่ค่อยพัฒนาต่อยอดช่วยประสานหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไป จนถึงระดับประเทศ เพื่อพัฒนาด้านเทคนิค องค์ความรู้เฉพาะด้าน เฉพาะทาง…. และที่สำคัญอีกอย่างเขตพื้นที่ต้องมีหน้าที่จัดหาคนดีมีคุณธรรม มีทักษะพื้นฐานทางกีฬา บรรจุเข้าไปอย่างน้อยโรงเรียนละ ๑ คน….
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตที่แท้จริง นักจัดการศึกษา ต้องมีศรัทธา มีจินตนาการ มีมุมมองชีวิตในมิติสัมพันธ์…. ไม่มุ่งหวังเพื่อสร้างความเป็นเลิศ หรือแสดงตนโดดเด่นอยู่เหนือผู้อื่นความรู้สำนึกในคุณธรรมรู้แต่เพียงแค่ แพ้ และชนะเท่านั้น ยังไม่พอ…. แข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความสะใจแก่ตนเองหรือพวกพ้อง แต่กลับซ้ำเติมและตอกย้ำความเจ็บปวดให้คู่แข่ง จึงน่าจะมิใช่อุดมการณ์ที่จะให้คนรุ่นใหม่รับไปสานฝันกันอีกต่อไป………




ผมอยากจะเสวนากับท่านผู้เขียนบทความข้างบนสักตั้ง…แต่ไม่มีเวลาตอนนี้จริง..คือต้องใช้เวลาและบทเสวนาที่ยาวนิดหนึ่ง..เดี๋ยวมีเวลาเร็ว ๆ นี้ ผมจะมีมุมมองมาร่วมแจมในเรื่องนี้..เพราะมีบางประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับท่าน..และอีกหลายประเด็นที่ผมมองต่างไป..ซึ่งเรามาขายความคิดกัน…
แต่ตอนนี้ขอแก้ไขบทความท่านนิดหนึ่งนะ..ที่ท่านบอกว่า..ช่วงนี้ คือฤดูกาลแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน โรงเรียนเกือบทุกๆแห่ง ทั่วประเทศมีเหมือนกันหมด อาจจะเป็นช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมก็เป็นได้..นั้นน่ะ..ท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนครับ..ทั่วประเทศเขามีฤดูกาลแข่งกีฬานักเรียนไม่ตรงกันนะครับ..ท่านนั่งเขียนอยู่บ้านเราจะรู้ได้ไงว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน เขาแข่งขันกีฬานักเรียนช่วงเดียวกันนี้..ซึ่งมันไม่ใช่…
ช่วงนี้ภาคใต้บ้านเรานี้หรอกที่เป็นฤดูแข่งขันกีฬานักเรียน..ภาคเหนือ-อีสาน เขามีฤดูกาลกีฬานักเรียนช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นู้น…เหตุผลช่วงนี้บ้านเขาเป็นช่วงหน้าฝน..ช่วง พ.ย.-ธ.ค.บ้านเขาหน้าแล้งและหนาว..เหมาะกับการแข่งกีฬานักเรียน..โรแมนติกอย่าบอกใคร..อย่าคิดว่าภาคอื่นเขาเหมือนบ้านเราหมด..ต้องมองภูมิอากาศของแต่ละภาคด้วย..ประกอบการตั้งสมมติฐาน(ท่านคิดว่า พ.ย.-ธ.ค.เป็นหน้ามรสุมเหมือนบ้านเรากันทั่วประเทศละซี..ฮา..) เห็นมั๊ยว่าเพียงเริ่มต้นเขียนก็คลาดเคลื่อนแล้ว..แหม..
รอนิดนะผมจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านสักตั้ง..ขอเวลาหน่อย (สำหรับเรื่องนี้)…
ผมว่าถ้างบประมาณมากพอ ก็เห็นด้วยกับการเอามาสนับสนุนเรื่องกีฬา แต่ถ้ามันไม่พอ ก็เอามาทำด้านอื่นก่อน ที่สำคัญกว่า เช่นเรื่องอุปกร์ หรือเรื่องอาหารนักเรียนช่วยเด็กยากจน จะดีกว่าคับ
กีฬา…
….เพื่อสุขภาพ…สรุป..ว่าดี
กีฬา…
….เพื่อเขื่อมความสามัคคี…สรุป…ว่าดี
กีฬา…เพื่อการพนัน…สรุป..กันเอง
กีฬา…
…คือเกมส์ต่างๆที่มนุษชาติสมุติขึ้นมา
…แต่…เรา..มาจัดกีฬา…กันเพื่อ…อะไร…หาข้อสรุปเอาเอง…55555
ถึง…คนน้ำขาวเข้ามาคุย
เปิดกระทู้เรื่องกีฬากับการศึกษาไว้หลายวัน วันนี้เพิ่งเข้ามาดู ต้องขอขอบคุณที่กรุณาสนใจประเด็นและให้ข้อสังเกตกับแสดงความคิดเห็นได้อย่างแสบๆ คันๆ ซึ่งก็ยอมรับว่าผมตั้งเมืองไว้ผิดพลาดจริงๆ ในเรื่องของฤดูกาลแข่งขันกีฬา เพราะนั่งเขียนอยู่ที่บ้าน แต่ก็เป็นเพียงแค่ประเด็นรอง เพราะการคาดเดา และยอมรับว่าผมสอบตกวิชาภูมิศาสตร์ครับ! ที่ไม่มีความรู้เรื่องฤดูกาล….
ประเด็นหลักในบทความ ที่ผมอยากจะสื่อถึงผู้รับผิดชอบทางการศึกษาปัจจุบันได้เอาไปขบคิด คือ
๑.สถานศึกษา น่าจะเป็นจุดแรกเริ่มของการปูทักษะพื้นฐานทางกีฬาแก่นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นสูงสุด ตามหลักสูตรที่กำหนดเสียก่อน แล้วทีนี้ค่อยนำนักเรียนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก และแข่งขันกีฬา-กรีฑา ทั้งระดับโรงเรียน ระดับเครือข่าย หรือระดับอะไรก็ว่ากันไป และที่สำคัญ เมื่อได้ผู้ที่แกร่งกล้าครบถ้วนตามคุณสมบัติของนักกีฬาแต่ละประเภทแล้ว จริงๆ ซึ่งก็คงหมายถึงช้างเผือกที่ผมพูดถึง คราวนี้แหล่ะสถานศึกษาต้องคิดหาวิธีต่อยอดให้ถึงที่สุด… ไม่ใช่จบลงเพียงแค่ตามฤดูกาล เหมือนดังที่ผมตั้งเมืองเอาไว้ตอนต้น.. อ้อ!การต่อยอดไม่ได้หมายถึงแค่การตระเวณเที่ยวหาสนามแข่งขันเพื่อเป็นนักล่ารางวัลอย่างเดียวนะครับ .. หมายรวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้วย
กรณีตัวอย่าง… ผมเคยนำลูกศิษย์ซึ่งเป็นนักกีฬาพุ่งแหลน ทั้งๆ ที่เธอเองไม่เคยเห็นไม้พุ่งแหลนเลยในชีวิต และครูที่เป็นโค็ชก็ไม่รู้เรื่องสักงอ ไปแข่งขันกีฬาพุ่งแหลนระดับจังหวัด ณ สนามกีฬาติณฯ เมื่อประมาณปี๒๕๔๔/๔๕ จนได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง เพราะสมัยนั้นทางเครือข่ายอำเภอเขา(สปอ.) สมัครเข้าร่วมแข่งขันกีฬาจังหวัดกับเขาด้วย เลยกะเกณฑ์โรงเรียนให้ส่งทีมกีฬา-กรีฑา สัก ๑ อย่างประมาณนี้..โรงเรียนต้องไปเชิญครูพละ คืออาจารย์เขียน จาก ร.ร.จะนะชนูป์ฯ มาช่วยฝึกถือไม้และวางจังหวะ ท่าทางพุ่งแหลนให้ แค่ไม่กี่วัน..เธอก็ทำได้ เสียดายที่วันนี้เธอแต่งงานมีลูกเสียแล้ว.. ผมคิดเล่นๆ นี่ถ้าระบบการศึกษาของเราเสริมส่งกันจริงๆ ผมว่าวันนี้เธอน่าจะได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไปแล้วนะครับ หรืออย่างน้อยบนเส้นทางชีวิตของเธอก็น่าจะได้พบเห็นและเรียนรู้อะไรที่ดี ๆ กว่านี้อีกเยอะ…นักกีฬาที่เด่นๆ ดังๆ ของไทยส่วนมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งนักเทนนิสเยาวชนคนล่าสุดจากเชียงใหม่… ผมว่าเขาดังได้เพราะคน ๒ คน คือ ๑.พ่อแม่สนับสนุนส่งเสริม ๒.ครู-อาจารย์ที่มีหัวใจนักกีฬาจริงๆ เป็นผู้ชักนำด้วยจิตวิญญาณเฉพาะตัว เฉพาะตน… ตัวระบบจริงๆ มีส่วนสร้างพวกเขาได้น้อยมากๆในแง่ของการสนับสนุนส่งเสริมทักษะความรู้และประสบการณ์ …
๒.ประเด็นการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑาที่ผ่านมา ที่เป็นอยู่ และที่กำลังคิดจะจัดกันต่อไปในอนาคต ผมมองว่า ยังย่ำอยู่ที่เดิมและคิดว่าน่าจะแย่ยิ่งขึ้น เพราะวันนี้เราจัดฉากเกมการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียนเหมือนกับการแสดงอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า “เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ”แล้วเท่านั้น ประโยชน์จริงๆ มันไม่ได้ตกกับผู้เรียนเท่าที่ควรจะเป็น … เรื่องของการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา ผมว่าโรงเรียนหรือเครือข่ายฯ ต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองใหม่ แล้วเดินเข้าหา อบต./อบจ.หรือเทศบาล เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมและผลึกกำลังกันตามข้อ ๑ แล้ววางเป้าหมายในการสร้างคนของท้องถิ่นร่วมกัน… ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างจัด..
นี่คือ ๒ ประเด็นหลักที่ผมคิดจะสื่อออกมา ครับ! และก็ไม่อยากยืนยันว่าถูก หรือผิด.. ผมเพียงแต่
เพิ่งผ่านกลิ่นอายของการแข่งขันกีฬา-กรีฑามามาดๆ วันนี้เพิ่งออกมาเป็นคนยืนดูอยู่นอกรั้วโรงเรียน … คือ แบบว่าอยากพูดแทนลูกหลานมันนะครับ.. และคิดว่าอีกสักพักเมื่อวันเวลาผ่านไปนานๆ เข้า ผมคงเบื่อที่จะพูดถึงและไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะพูดถึงการศึกษาในระบบโรงเรียนอีกต่อไปละครับ.. และสุดท้าย ต้องขอขอบคุณจากใจจริงอีกครั้งที่สนใจกระทู้ของผม…
ผมได้อ่านบทความของครูยะแล้วรู้สึกว่าผมได้องค์ความรู้ขึ้นมาหลายอย่างเกี่ยวกับการกีฬาของละแวกบ้านเรา ได้รู้มุมมองของครูในเรื่องการกีฬาอยู่หลายเรื่อง หลายประเด็นผมเห็นด้วย แต่หลายประเด็นเช่นเดียวกันที่ผมมีความเห็นแตกต่างไป และผมก็เข้าใจว่าบทความที่ครูยะเขียนเป็นความคิดเห็นที่เป็นปัจเจก ผู้อื่นไม่ต้องเห็นด้วยกับครูเสมอไป และผมคิดว่าเป็นบทความที่เขียนจากอารมณ์ชั่ววูบที่ครูไปเห็นการจัดการแข่งขันกีฬาบางที่บางแห่งที่มีผลกระทบตามมาด้านความแตกแยก การทะเลาะกัน การช่วงชิงชัยชนะกันจนลืมปรัชญาของการกีฬา
หากครูนั่งลงฟัง เพลงกราวกีฬา สักเที่ยวก่อนอาจจะทำให้ความเห็นของครูเกี่ยวกับการกีฬเปลี่ยนไปในทางบวกได้
ผมไม่ใช่คนที่เรียนมาทางพลศึกษา ผมไม่ได้เป็นนักกีฬา แต่ผมชอบกีฬา ชอบดู ชอบเล่น แต่เอาดีไม่ได้สักอย่าง และผมคิดว่ากีฬาให้คุณูปการแก่มนุษยชาติมากมาย เราต้องขอบคุณคนที่คิดค้นกีฬา กฎ กติกา มารยาทต่าง ๆ มาให้มนุษยชาติได้เล่นกีฬาแต่ประเภทกัน ผมยังยืนยันว่ากีฬามีคุณมากกว่ามีโทษหากว่าเราเข้าใจหลักการ หากว่าเราใช้ประโยชน์ให้เป็น ผมไม่ได้มองการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศอย่างเดียว ผมไม่ได้มองแค่การกีฬาเป็นเพียงการแข่งขันกับนานาชาติอย่างเดียว แต่ผมมองว่าการกีฬาคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติอย่างหนึ่งครับ และเป็นส่วนที่สำคัญเสียด้วย
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การเล่นกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเราทำได้หลายอย่างหากว่าร่างกายเกิดการขยับ มีการเคลื่อนไหวก็เป็นการออกกำลังกายทั้งสิ้น การทำงานก็เป็นการออกกำลังกาย บางคนไม่ชอบเล่นกีฬาเขาก็หาทางออกโดยการทำงาน เช่น ถากหญ้า หาบน้ำ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น การเล่นกีฬาก็เป็นการออกกำลังกาย และเป็นการออกกำลังกายที่เป็นกิจจลักษณะมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าเพื่อก่อประโยชน์แก่กล้ามเนื้อและร่างกายในภาพรวม การฝึกให้คนเล่นกีฬาคือ การปลูกฝังให้คนรักการออกกำลังกายครับ ผมเชื่อว่าหากคนเราได้รับการปลูกฝังให้รักการออกกำลังกายมาตั้งแต่เล็ก ๆ ย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกาย และเกิดผลดีต่อประเทศชาติในภาพรวมอย่างมหาศาล ไม่งั้นรัฐบาลไม่ส่งเสริมให้คนเล่นกีฬากันหรอก หากคนทั้งประเทศรักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ คนทั้งประเทศจะมีร่างกายที่แข็งแรง ลดการเป็นโรค รัฐบาลจะลดงบประมาณในการส่งเสริมสุขภาพ และการรักษาโรคลงอย่างมากกมายมหาศาลขนาดไหน
ทำไมประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาจึงรณรงค์ให้คนเล่นกีฬา และออกกำลังกาย เพราะหากคนของเขาร่างกายไม่แข็งแรง คนเป็นโรคภัยไข้เจ็บกันมากคิดดูว่าจีนจะเดือดร้อนขนาดไหนเพราะคนของเขามีตั้งหลายพันล้านคน รัฐบาลต้องจัดงบประมาณไว้รักษาโรคให้แก่พลเมืองของเขามากมายมหาศาลแค่ไหนลองคิดดู พาลประเทศจะล่มจมเอา แล้วเป็นไงคนจีนเล่นกีฬาและออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ที่ว่างทุก ๆ ที่ในกรุงปักกิ่งจะมีอุปกรณ์ให้คนออกกำลังกายที่ละ 2-3 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ข้างป้ายรอรถเมล์ หรือที่ว่างตามมุมต่าง ๆ คนจีนเขาเล่นกีฬาเพื่อชีวิตเลย และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาปลูกฝังคนของเขามาตั้งแต่เล็ก ๆ ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน ผลพลอยได้คือจีนเป็นมหาอำนาจทางด้านการกีฬาของโลกที่ชาติตะวันตกยังต้องครั่นคร้าม
แต่ทั้งหลายทั้งปวงกว่าจะไปถึงจุดนั้นจะต้องผ่านการบริหารจัดการมากมาย เราไม่ได้เน้นการเล่นกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ แต่เราปลูกฝังการรักการออกกำลังกายให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ
อย่าลืมว่าคนที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์เฉพาะด้าน อย่าลืมเป็นอันขาดว่าเด็กในชุมชนเรามีเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เราจะไม่เปิดโอกาสให้เด็กพวกนี้ได้มีที่ยืนบ้างหรือ
เราจะไม่มีสนามให้เด็กพวกนี้ได้แสดงออกตามพรสวรรค์ที่เขามีบ้างหรือ
เราจะไม่เปิดโอกาสให้เด็กค้นหาตัวเองเลยหรือ
เราจะไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เกิดความรู้สึกรักและภูมิใจในความสามารถของตนเองเลยหรือ
เราส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กบ้านเราตามปรัชญาให้เด็กหัวโตแต่ก้นลีบตูดปอดเหมือนก่อนหรือ
และเราไม่คิดที่จะแย่งชิงเด็กกลุ่มนี้จากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่เป็นพิษภัยต่อเขาในสังคมปัจจุบันบ้างหรือ
หรือเราให้เขาเอาพลังที่เหลือเฟือของเขาไปหมกมุ่นอยู่ตามร้านเกมส์
หรือจับกลุ่มกันกินน้ำกระท่อมเยี่ยงปัจจุบัน การที่ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการกีฬา และจัดให้มีรายการกีฬาทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนอย่างหลากหลายนั่นคือการปลุกกระแสให้คนหันมาออกกำลังกาย นั่นคือการแย่งชิงเด็กและเยาวชนจากสิ่งเลวร้ายในปัจจุบัน ผมนึกภาพชุมชนบ้านเราในอดีตกับปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก
ในอดีตบ้านเราตอนหวันเย็นเด็กบ้านเราจะออกไปอยู่เต็มกันในลานวัด หรือสนามโรงเรียน เขาออกกำลังกายกันครับ เล่นกีฬา เล่นเกมส์ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปัจจุบันเด็กไปไหนในตอนเย็น ๆ ในลานวัดหาเด็กไม่เจอ ในสนามโรงเรียนอาจมีบ้างแต่ออกกำลังกายน้อย บางคนไปเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่น
เด็กเดี๋ยวนี้ช่วงเวลาที่เขาน่าจะใช้ไปกับการเล่นกีฬาแต่เขากลับไปขลุกอยู่ในร้านเกมส์ ก่อให้เกิดปัญหาเด็กก้าวร้าว ปัญหายาเสพติดในหมู่เด็กและเยาวชน เด็กแว๊น ปัญหาชู้สาว มีมากขึ้น น่าเป็นห่วงครับ แล้วยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อมีผู้ใหญ่ออกมาให้เลิกล้มการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬา ของนักเรียนเท่ากับไม่ส่งเสริมการปลูกฝังให้เด็กรักการออกกำลังกาย.. เราต้องช่วยกันครับช่วยส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายในหมู่เด็กและเยาวชนบ้านเราให้เป็นล่ำเป็นสันควบคู่ไปกับ กิจกรรมทางวิชาการ
การกีฬาในสังคมบ้านเราค่อนข้างซบเซามานาน หรืออาจจะไม่ใช่กิจกรรมที่โดดเด่นตามธรรมชาติของคนบ้านเราก็ได้ แต่การกีฬาเพื่อการออกกำลังกายผมว่าคนบ้านเราสนใจอยู่ไม่น้อย และเป็นเรื่องที่เราต้องหันมาให้การส่งเสริมสนับสนุนกันทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ มีงบประมาณ และผู้หรือกลุ่มคนที่มีพลังต้องช่วยกันครับไม่งั้นทรัพยากรบุคคลบ้านเราจะถูกสิ่งเลวร้ายที่ยั่วยุอยู่จำนวนมากทำลายลงเรื่อย ๆ อย่าให้คนบ้านเราเป็นคนประเภทหัวโตก้นปอดเลยครับ ต้องให้เขาสมบูรณ์ทั้งร่างกาย ความคิดและจิตใจที่ดีงาม
การจัดการแข่งขันกีฬาในโรงเรียนอย่ามองว่าเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ที่ควรล้มเลิก เราอย่าเอาความรู้สึกเราเป็นสำคัญ แต่เราต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
เด็กมีความสุขจากกิจกรรมกีฬาใช่หรือไม่
เราจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความสุขใช่หรือไม่
กิจกรรมกีฬาเป็นกิจกรรมที่เด็กรอคอยใช่หรือไม่
ในกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฤดูกาลหนึ่ง ๆ มันก่อองค์ความรู้ให้แก่เด็กมากมาย หากเราคิดว่ากิจกรรมกีฬาเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง รู้อะไรบ้าง รู้กฎกติกามารยาทหนึ่ง รู้จักการเล่นกีฬาแต่ละประเภทหนึ่ง รู้จักขั้นตอนการเปิดการแข่งขันกีฬาหนึ่ง รู้จักการบริการ การมีจิตบริการหนึ่ง รู้จักการสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมหนึ่ง คนที่ผ่านการเล่นกีฬามาบ่อย ๆ จะเป็นคนที่เคารพกฎเกณฑ์ของสังคม มีความรู้สึกยอมรับกฎกติกาอยู่ในสายเลือด เพราะการกีฬามีกฎ กติกา เราไม่อยากเห็นคนสังคมบ้านเราเป็นแบบนี้เยอะ ๆ หรือ สังคมไทยที่วุ่นวายอยู่ปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากคนไม่เคารพกฎ กติกา ลองตรองดูครับ การผลักภาระให้ อบต.จัดกีฬาอยู่เพียงฝ่ายเดียวดูจะเป็นการมองโลกที่คับแคบไปนิดหนึ่ง อบต.กับโรงเรียนเขาดูแลเด็กคนละกลุ่มกัน และการกีฬาในโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนครับ อบต.สนับสนุนงบประมาณอันนี้ก็ โอ.เค.ครับ แต่ถ้ารอให้ อบต.จัดการผมว่าไม่พอครับ
การที่อบต.จัดกีฬาต้านยาเสพติดอยู่นั้นก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ผมมองว่าไม่ได้ผลหากจะแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนโดยการจัดกีฬาเพียงปีละครั้ง ผมมองว่าเขาจัดกีฬาต้านยาเสพติดที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันเขาทำเพื่อละลายงบประมาณแค่นั้นเอง เพราะการจัดกิจกรรมกีฬาเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดมันต้องทำแบบบูรณาการ ต้องทำแบบครบวงจร ต้องทำทั้งระบบ ต้องมียุทธศาสตร์เพื่อการแย่งเด็กจากยาเสพติด แต่ที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้เคยมีใครสำรวจ และวิจัยบ้างไหมว่ากีฬาต้านยาเสพติดของ อบต.แต่ละแห่งที่ทำกันอยู่ ทำให้ปัญหาในยาเสพติดในหมู่เด็กและเยาวชนลดลงหรือมีแนวโน้มหมดไปหรือไม่ หรือกลับจะมีมากขึ้น น่าคิดนะครับ แล้วผมจะมาวิเคราะห์และเสนอแนะให้อ่านว่า บทบาท อบต.ในการแก้ปัญหายาเสพติดโดยการใช้กิจกรรมตามยุทธศาสตร์แย่งชิงเยาวชนจากยาเสพติดจะดำเนินการอย่างไร….
พบกันใหม่ครั้งหน้าครับ (บอกเสียก่อนว่านี่เป็นความคิดเห็นที่เป็นปัจเจกนะครับ ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย)
คนละเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่ คุณคนน้ำขาวเข้ามาคุย พูด นั่นแหละคือสิ่งที่ ครูยะ ต้องการ
แต่ปัจจุบัน เป็นแบบที่ ครูยะ พูด
ฝันไม่ตรงกับความจริง
เหมือนกันเหรอ…ทั้งสองบทความนี้ให้ล้มเลิกกีฬานักเรียนเนี่ยนะ…หลวงไข่อ่านยังไงว่าเหมือนกันนนน…จริงอยู่ฝันไม่ตรงกับความจริง..แต่ไม่ใช่ให้เลิกจัดการกีฬานักเรียน…ยิ่งถอยหลังเข้าคลองนะคับ
เหมือนกันเหรอ…ทั้งสองบทความนี้ให้ล้มเลิกกีฬานักเรียนเนี่ยนะ…
ผมว่าทั้งสองท่าน ไม่ได้ให้ล้มเลิกกีฬา แต่ประมาณว่า
การจัดกีฬา ทุกวันนี้ จัดโดยความไม่พร้อม จัดแล้วไม่มีการต่อยอด และจัดเพื่อเอาใจใครบางคน ที่ไม่ใช่นักเรียน
การจัดกีฬานักเรียนเพื่อเอาใจใครบางคน ที่ไม่ใช่นักเรียน ในที่นี้หลวงไข่ หมายถึงใคร..ควรจะบอกมาให้ชัด..ว่าเขาผู้นั้นอยู่ที่ไหน..ระดับไหน..ไม่งั้นจะคลุมเครือ..ผมนั่งนึก ๆ ดูกลับไปกลับมา..ก็ไม่เห็นว่าแค่จัดกิจกรรมกีฬาในโรงเรียนจะไปเอาใจใครบางคนที่ไหนได้..มีแตเอาใจนักเรียนนั่นแหละตรงตัวที่สุด..พูดไปเรื่อยเปื่อยมากกว่าม้าง….เลอะเทอะน่า…
“การต่อยอด” อันนี้น่าสนใจครับ..แต่พูดง่ายมาก ถ้าจะต่อยอดมันต้องทำเป็นกระบวนการครับ..ถามหลวงไข่ว่า..หากหลวงจะต่อยอดการกีฬาบ้านเรา..หลวงจะมีกระบวนการอย่างไร..ที่จะให้การกีฬาบ้านเราหรือการกีฬาเมืองไทยพัฒนาไปอย่างที่ควรจะเป็น…เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะกันนะครับ..แล้วผมจะมาแลกเปลี่ยนทัศนะด้วย..แต่อยากอ่านของหลวงก่อน..ผมว่าหลวงคงมีแนวคิด หรือทัศนะที่ดี ๆ มาขายกัน..รอนะครับ…
สวยจัง
จาก
คนสวยประจำซอย